แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Inspiration แสดงบทความทั้งหมด
      ในการทำงานแบบ Cross-media ในโปรแกรม Creative suite ของค่าย Adobe โดยการประยุกต์ โปรแกรม Photoshop บนสื่ออื่นอย่างงานพรินต์ เว็บไซต์ มือถือ หรือวีดีโอ เพื่อพัฒนาให้ฝีมือเก่งกาจขึ้น... การทำงานข้ามโปรแกรมเพื่อกระจายในหลายๆสื่อ ต้องการความสามารถครบเครื่อง ทั้งเรื่องโปรแกรม เช่น Photoshop, Dremweaver, After Effects และ Flash เท่านั้นยังไม่พอ คุณต้องรู้อีกว่าจะเชื่อมโยงโปรแกรมเหล่านี้อย่างไรเพื่อจะทำให้คุณประหยัดเวลาและเงิน ทำให้คุณเป็นที่ต้องการตัว เก่ง และคุมเกมได้อยู่หมัด คุณจะได้พบกับทิป เทคนิค และทริก ที่ใช้ในการสร้างงานบนสื่อหลายๆสื่อ ทั้งงานพรินต์ เว็บ วิดีโอ และบนมือถือ  
        คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ จะทำให้คุณเรียนรู้ถึงการนำโปรเจ็กต์ที่มีอยู่แล้วมาใช้ใหม่ นำมาพัฒนา รวมถึงการเปลี่ยนงานที่มีอยู่แล้วให้ขยายไปสู่สื่ออื่นๆ ไม่ว่าคุณจะเจาะจงว่าอยากเชี่ยวชาญ จะทำให้คุณเรียนรู้ถึงการนำโปรเจ็กต์ที่มีอยู่แล้วมาใช้ใหม่ นำมาพัฒนา รวมถึงการเปลี่ยนงานที่มีอยู่แล้วให้ขยายไปสู่สื่ออื่นๆไม่ว่าคุณจะเจาะจงว่าอยากเชี่ยวชาญเฉพาะมีเดียใดมีเดียหนึ่งหรือทั้งหมดก็ตามเปิดใจรับทิปดีๆ เตรียมพร้อมสำหรับการเป็นดีไซเนอร์ที่ครบเครื่องกันได้แล้ว

        ถ้ารู้จักวิธีใช้ Photoshop กับ InDesign ร่วมกัน คุณก็จะสามารถจัดการงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ



01....Content-Aware Scaling


ปกติแล้ว ถ้าอิมพอร์ตรูปเข้ามาในโปรแกรม InDesign ก็มักจะไม่ได้สัดส่วนที่ดีเท่ากับการอิมพอร์ตรูปในโปรแกรม Photshop เลือกพื้นที่ที่คุณต้องการปรับ จากนั้นไปที่ Edit > Content Aware Scaling ใช้ option 'Protect Skin Tones' (คลิกที่ไอคอนซิลูเอตต์รูปคน)เมื่อทำงานกับรูปพอร์ตเทรต ซึ่งการทำอย่างนี้ก็จะได้ต้นฉบับภาพที่ดีที่สุด

02....Adjustment layers

Adjustment layers ในโปรแกรม Photshop เป็นเครื่องมื่อที่เวิร์กและใช้งานง่ายแถมยังใช้งานกับ InDesign ได้เป็นอย่างดีและยังสามารถใช้เครื่องมื่อปรับรูปได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น levels, curves และ saturation ให้ใช้ลูกศรที่อยู่ตรงมุมซ้ายล่างเพื่อกลับไปที่เมนู settings

03....Refine selection

เครื่องมือหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักและหายากหน่อยใน Photshop คือปุ่ม refine selection ซึ่งจะทำให้คุณ selection ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นพอเลือกจุดใดจุดหนึ่งด้วยเครื่องมือ selection แล้ว ให้หาปุ่มนี้ใต้เมนู Phoshop แล้วจะมีกล่องขึ้นมาให้ปรับการ selection นี้ มี option ที่ทำให้สามารถเลือก selection บนแบ็กกราวน์หลายๆ สี ซึ้งมีประโยชน์ถ้าเราต้องการตัดชิ้นงานที่มีความแม่นยำมากๆ ไม่ว่าจะทำในโปรแกรม InDesingn หรือโปรแกรมอื่นๆ ก็ตาม

04....Grouping and naming layers

สามารถปรับรูปของคุณในเลย์เอาต์ใน InDesign ได้เลยโดยไม่ต้องกลับไปใช้ Photoshop อีก ตอนแรกให้จัดแจงชื่อเลเยอร์ให้เกี่ยวข้องกับชื่อของโปรเจ็กต์เพื่อจะได้ไม่สับสน ซึ่งการลำดับเลเยอร์ก็สำคัญเหมือนกัน เพราะคำสั่งบางอย่างมันจะมีผลกับทุกเลเยอร์หรือทุกกลุ่มที่มาปรับเอาเอง ในการจับกลุ่มเลเยอร์ให้เลือกที่คุณต้องการในการจับกลุ่ม Select พวกมัน แล้วลากเข้ามาในโฟล์เดอร์ไอคอนที่อยู่ข้างล่างของแถบ Layer แล้วลากโฟลเดอร์ต่างๆ ให้มันเรียงลำดับความสำคัญหรือไม่ก็จับกลุ่มโฟลเดอร์นี้ให้ไปอยู่ในอีกเลเยอร์หนึ่งเพื่อให้การปรับเปลี่ยนง่ายขึ้นใน InDesign

05....Quick Copy Merged and Paste

เมื่อทำงานที่เต็มไปด้วยรูปภาพเยอะๆ ที่ต้องเซฟบ่อยๆ และต้องค่อยๆ ลากมาใส่ทีละรูปใน InDesign ซึ่งมันกินเวลาเยอะอยู่เหมือนกัน วิธีลัดในการทำงานง่ายๆแบบนี้ก็คือให้เลือก Select All (Ctrl/Cmd+A), Copy Merged (Shift+Ctrl/Cmd+C) และ Paste (Ctrl/Cmd+V) รูปใน InDesign (หรือในโปรแกรม CS อื่นๆ) ทริกนี้ไม่แนะนำให้ใช้ในชิ้นงานใหญ่ มันก็จะทำให้ไฟล์มันใหญ่และยากต่อการปรับและการลิงก์รูป

ขอบคุณข้อมูลจาก  computer arts thailand
Print ads ถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดสำคัญอย่างหนึ่ง ที่มีอำนาจต่อผู้บริโภค ซึ่งการทำ print ads นี้จะต้องเป็นที่น่าจดจำและเข้าใจง่าย โดยจะต้องนึกถึงขอบเขตทางความคิด มีความสร้างสรรค์เพื่อที่จะสื่อถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน และนี้คือ  print ads ที่ได้รับการยอมรับจาก CREATIVE BLOQ ในเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา

SANCCOB

print ads july

Inspired by the artwork of Dutch graphic artist M.C. Escher, two of the designs feature clever optical illusions

นกเพนกวินบางชนิดในแอฟริกันถูกทำลายและลดลงอย่างรวดเร็ว ทาง Agency โฆษณาในแอฟริกาใต้ที่ชื่อว่า Bittersuite และ SANCOOB ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรมีจุดมุ่งหมายที่จะปกป้องนกทะเลที่ถูกคุกคาม โดยสร้าง Print ads นี้ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงสถานการณ์ที่สำคัญของนกเพนกวิน


Ottawa International Animation Festival 

(OIAF)

print ads july
The cartoon-style characters and graphics maintain a fun, tongue-in-cheek element
โฆษณาของหน่วยงาน McMillan  print ad นี้เป็นprint adโปรโมทแคมเปญที่ชื่อว่า  Ottawa International Animation Festival (OIAF).
นักออกแบบทุกคนคงคุ้นเคยกับการใช้งานของโหมดสี CMYK ซึ่งจะประกอบไปด้วยสีต่างๆเหล่านี้ CMYK - Cyan, Magenta, Yellow and Black ในบทความนี้เลยหยิบเอาตัวอย่างงานออกแบบที่ใช้โหมด CMYK มาถ่ายทอดให้ทุกคนได้เห็นกัน

01. CMYK Vans

สินค้าจากแบรนด์ vans เป็นรองเท้าที่ถูกออกแบบเมื่อปี 2008 โดยเปิดตัวในคอลเลกชั่นที่มีสีสันสดใส สร้างจาก สเปกตรัมของสี CMYK

02. CMYK camera

กล้อง Diana F เป็นกล้องถ่ายภาพแนววินเทจที่ทำให้คุณสามารถถ่ายภาพที่มีสี CMYK ได้

03. CMYK wedding


การ์ด wedding จากดีไซเนอร์ชื่อว่า Lauren Okuraในชิคาโก ซึ่งเธอจะสื่อถึงความสนุกและมีชีวิตชีวา เธอจึงได้แรงบันดาลใจจาก CMYK สำหรับในการออกแบบการ์ดแต่งงานของเธอเอง

04. Cody Petts

Cody Petts นำเอาแนวคิดในคอนเซป CMYK ทำงานร่วมกับการผลิตบรรจุภัณฑ์ ของ Graphic House 

05. Game developers conference




ถ้าคุณยังไม่เคยชินกับการใช้เครื่องมือ Photoshop คุณพร้อมหรือยังที่จะมาเพิ่ม

ทักษะและเพิ่มความเร็วในการทำงานของคุณ ด้วยเคล็ดลับ Photoshop เหล่านี้ 


Quick Photoshop tips

สร้างรูปภาพใหม่ 
 Ctrl + N
Alt + Ctrl +N >> สร้างใหม่โดยใช้ค่าที่ตั้งไว้ล่าสุด

ปิดไฟล์รูปภาพที่เปิดอยู่
Ctrl + W >> ปิดเฉพาะไฟลที่กำลังใช้งาน
Ctrl + Shift + W >> ปิดรูปภาพทั้งหมด

ดูหน้าจองานถัดไปหรือก่อนหน้า
Ctrl + shift + Tab >> ดูหน้าจอถัดไป
Ctrl + Tab >> ดูหน้าจอก่อนหน้า

เรียกหน้าจอ Open เพื่อเปิดไฟล์รูปภาพ
Ctrl + O

เรียกหน้าจอ Open As เพื่อเปิดไฟล์รูปภาพเป็นไฟล์รูปแบบอื่น
 Ctrl + Alt + O

แสดงหน้าจอคำสั่ง Page Setup
 Ctrl + Shift + P

แสดงหน้าจอ Preferences
Ctrl + K
Ctrl + Alt + K >> แสดงด้วยค่าที่ใช้ครั้งล่าสุด

แสดงหน้าจอคำสั่ง Print เพื่อพิมพ์รูปภาพ
Ctrl + P

แสดงหน้าจอ Print Option เพื่อดูภาพก่อนพิมพ์
Ctrl + Alt + P

วางวัตถุที่ถูกก็อบปี้ไว้ (Paste)
Ctrl + V
Ctrl + Shift + P >> วางลงบนขอบเขตที่กำหนด

ออกจากโปรแกรม (Quit) 
Ctrl + Q

ย้อนกลับไปเป็นไฟล์ต้นฉบับ (ยกเลิกการกระทำทั้งหมด)
 F12

บันทึกไฟล์ภาพ (Save)
Ctrl + S

บันทึกไฟล์ภาพในชื่อใหม่หรือฟอร์แมตอื่นๆ (Save As)
Ctrl + Shift + S

บันทึกไฟล์ภาพเมื่อนำไปใช้บนเว็บ
Ctrl + Alt + Shift + S

การปรับหน้าจอรูปภาพ
Ctrl + O >> ปรับให้พอดีกับหน้าจอ
Alt + Ctrl + O >> แสดงภาพเท่าขนาดจริง

ย่อ / ขยายขนาดภาพ (ขนาดหน้าจอยังคงเท่าเดิม)
Ctrl + (+) >> ขยายภาพ
Ctrl + (-) >> ย่อภาพ

ย่อหรือขยายหน้าจอแสดงภาพทั้งหน้าจอ
Ctrl + Alt + (+) >> ขยาย
Ctrl + Alt + (-) >> ย่อ

เรียกใช้อุปกรณ์แว่นขยาย (Zoom) ชั่วคราว แล้วใช้เม้าส์คลิก เพื่อย่อหรือขยายภาพ
Ctrl + Spacebar >> ขยาย
Alt + Spacebar >> ย่อ

เลื่อนภาพขึ้นลงหรือซ้ายขวา ครั้งละ 1 หน้าจอ
Page Up >> เลื่อนขึ้น
Page Down >> เลื่อนลง
Ctrl + Page Up >> เลื่อนซ้าย
Ctrl + Page Down >> เลื่อนขวา

เลื่อนภาพไปทางซ้าย / ขวา ครั้งละ 10 พิกเซล
Ctrl + Shift + Page Down >> เลื่อนขวา
Ctrl + Shift + Page Up >> เลื่อนซ้าย

เลื่อนภาพขึ้น / ลง ครั้งละ 10 พิกเซล
Shift + Page Up >> เลื่อนขึ้น
Shift + Page Down >> เลื่อนลง

เลื่อนภาพไปยังตำแหน่งอื่น ๆ
Home >> มุมซ้ายบนสุด
End >> มุมขวาล่างสุด

ปรับโหมดการแสดงหน้าจอโปรแกรมแบบต่าง ๆ 
F

ล็อก / ปลดล็อก เส้น Guides
Ctrl + Alt + ;

แสดง / ซ่อน เส้นกริด หรือเส้น Guides
Ctrl + ' >> เส้นกริด
Ctrl + ; >> เส้น Guides

แสดง / ซ่อน ไม้บรรทัด
Ctrl + R

แสดง / ซ่อน เส้น Path
Ctrl + Shift + H

ก็อบปี้ส่วนที่เลือก เฉพาะในเลเยอร์ปัจจุบัน (Copy)
Ctrl + C

ปรับรูปทรงของส่วนที่เลือกแบบอิสระ (Free Transform)
Ctrl + T

ปรับรูปทรงซ้ำอีกครั้ง
Ctrl + Shift + T

การใช้ฟิลเตอร์
Ctrl + F >> ใช้ฟิลเตอร์เดิมซ้ำอีกครั้ง
Ctrl + Alt + F >> แสดงหน้าจอ Last Filter
Ctrl + Shift + F >> แสดงหน้าจอ Fade

แสดงหน้าจอคำสั่ง Liquify เพื่อทำภาพบิดเบี้ยว
Ctrl + Shift + X

แสดงหน้าจอคำสั่ง Pattern Maker เพื่อสร้างภาพลวดลาย
Ctrl + Alt + Shift + X

ย้อนขั้นตอนการทำงานด้วย History
Ctrl + Alt + Z >> ย้อนกลับ
Ctrl + Shift + Z >> เลื่อนไปข้างหน้า

ยกเลิกการกระทำขั้นตอนล่าสุด
Ctrl + Z

ลบพื้นที่ที่ถูกเลือก
Backspace หรือ Delete

ยกเลิกการเลือก
Ctrl + D

แสดงหน้าจอคำสั่ง Feather เพื่อกำหนดการฟุ้งกระจายของขอบ
Ctrl + Alt + D

สลับการเลือก
Ctrl + Shift + I

เรียกใช้เครื่องมือ Move
V

เรียกใช้เครื่องมือสร้างการเลือกตามค่าสี Magic Wand
W

สลับสีพื้นหน้าและสีพื้นหลัง
X

เรียกใช้เครื่องมือ History Brush Tool
Y

สลับระหว่าง History และ Art History Brush
Shift + Y

เรียกใช้เครื่องมือดูภาพแบบย่อ / ขยาย Zoom
Z

เปิดหน้าจอ Color Settings
Ctrl + Shift + K

การปรับภาพอัตโนมัติ
Ctrl + Shift + B : : : ปรับสีอัตโนมัติ ( Auto Color )
Ctrl + Alt + Shift + L : : : ปรับค่าคอนทราสต์อัตโนมัติ ( Auto Contrast )
Ctrl + Shift + L : : : ปรับแสงเงาอัตโนมัติ ( Auto Levels )

เรียกหน้าจอ Color Balance เพื่อปรับสมดุลสี
Ctrl + B

เรียกหน้าจอ Curves เพื่อปรับแสงเงาของภาพอย่างละเอียด
Ctrl + M

ปรับภาพเป็นเฉดสีเทา ( Desaturate )
Ctrl + Shift + U

ตรวจสอบรูปภาพ RPG ที่อยู่นอกขอบเขตของสี CMYK ( Gamut Warning )
Ctrl + Shift + Y

เรียกหน้าจอ Hue / Saturation เพื่อปรับสีและความบริสุทธิ์ของสี
Ctrl + U

ปรับเป็นภาพแบบฟิล์มเนกาตีฟ ( Invert )
Ctrl + I

เรียกหน้าจอปรับ Levels เพื่อปรับการกระจายตัวของแสงและเงา
Ctrl + L 

แสดงหน้าจอการเติมสี ( Fill )
Shift + Backspace

เติมสีด้วยขั้นตอนจาก History
Ctrl + Alt + Backspace
Ctrl + Alt + Shift + Backspsce : : : ไม่เติมในส่วนที่โปร่งใส

กำหนดรูปแบบการเติมสี
Ctrl + Backspace : : : เติมด้วยสี Background
Alt + Backspace : : : เติมด้วยสี Foreground
Ctrl + Shift + Backspace : : : เติมด้วยสี Background เฉพาะส่วนที่ไม่โปร่งใส
Alt + Shift + Backspace : : : เติมด้วยสี Foreground เฉพาะส่วนที่ไม่โปร่งใส

สร้างเลเยอร์ใหม่ [ New Layer ]
Ctrl + Shift + N
Ctrl + Alt + Shift + N : : : ไม่แสดงหน้าจอกำหนดรายละเอียด

เลือกเลเยอร์
Alt + ] : : : ถัดไป
Alt + [ : : : ก่อนหน้า
Alt + Shift + ] : : : ล่างสุด
Alt + Shift + [ : : : บนสุด

นำเลเยอร์ที่เลือกมาไว้หน้าสุด
Ctrl + Shift + ]

จัดกลุ่มเลเยอร์
Ctrl + G
Ctrl + Shift + G : : : ยกเลิกการจัดกลุ่ม

ปรับความโปร่งใสของเลเยอร์ตั้งแต่ 10% - 100%
1 ? 0 : : : ปุ่มตัวเลข 1 ? 0

ตัวเลือกของการสร้างเลเยอร์ใหม่ในระหว่างการก็อปปี้
Ctrl + J : : : สร้างใหม่ระหว่างการก็อปปี้
Ctrl + Shift + J : : : สร้างใหม่ระหว่างการตัด

รวมเลเยอร์ที่ลิงค์อยู่กับเลเยอร์ปัจจุบันให้กลายเป็นเลเยอร์เดียว
Ctrl + E

รวมเลเยอร์ที่แสดงอยู่เข้าด้วยกัน ยกเว้นเลเยอร์ที่ถูกซ่อน [ Merge Visible ]
Ctrl + Shift + E

รวมเลเยอร์ที่แสดงอยู่เข้าด้วยกัน
Ctrl + Alt + Shift + E

รวมเลเยอร์ปัจจุบัน เข้ากับเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่าง [ Move Layer Down ] 
Ctrl + [

ล็อกเลเยอร์เฉพาะส่วนที่โปร่งใส
/

ย้ายเลเยอร์
Ctrl + ] : : : ขึ้น 1 ระดับ
Ctrl + [ : : : ลง 1 ระดับ
Ctrl + Shift + ] : : : ขึ้นบนสุด
Ctrl + Shift + [ : : : ลงล่างสุด

เลือกโหมดการผสมสี
Shift + (ลบ)- : : : เลือกย้อนหลัง
Shift + (บวก)+ : : : เลือกไปข้างหน้า

เลือกการผสมสีในโหมดที่ต้องการ
Alt + Shift + Q : : : Behind
Alt + Shift + R : : : Clear
Alt + Shift + C : : : Color
Alt + Shift + B : : : Color Burn
Alt + Shift + D : : : Color Dodge
Alt + Shift + K : : : Darken
Alt + Shift + E : : : Difference
Alt + Shift + I : : : Dissolve
Alt + Shift + X : : : Exclusion
Alt + Shift + H : : : Hard Light
Alt + Shift + U : : : Hue
Alt + Shift + G : : : Lighten
Alt + Shift + A : : : Linear Burn
Alt + Shift + W : : : Linear Dodge
Alt + Shift + J : : : Linear Light
Alt + Shift + Y : : : Luminosity
Alt + Shift + M : : : Multiply
Alt + Shift + N : : : Normal
Alt + Shift + O : : : Overlay
Alt + Shift + Z : : : Pin Light
Alt + Shift + T : : : Saturation
Alt + Shift + S : : : Screen
Alt + Shift + F : : : Soft Light
Alt + Shift + L : : : Threshold / Normal
Alt + Shift + V : : : Vivid Light

พาเลตต์เป็นหน้าจอย่อยที่ใช้เลือกรายละเอียดประกอบการทำงานต่าง ๆ ในโปรแกรม ซึ่งปุ่มคีย์บอร์ดที่สามารถใช้ควบคุมการใช้งานประกอบด้วย
แสดง / ซ่อน หน้าจอพาเลตต์ Action
F9

แสดง / ซ่อน หน้าจอพาเลตต์และแถบเครื่องมือทั้งหมด
Teb

แสดง / ซ่อน หน้าจอพาเลตต์ทั้งหมดแต่ยังคงแสดงแถบเครื่องมือ
Shift + Teb

แสดง / ซ่อน หน้าจอพาเลตต์ Brushes
F5

แสดง / ซ่อน หน้าจอพาเลตต์ Color
F6

แสดง / ซ่อน หน้าจอพาเลตต์ Info
F8

แสดง / ซ่อน หน้าจอพาเลตต์ Layers
F7

ปรับหรือยกเลิกแบบตัวอักษรต่าง ๆ 
Ctrl + Shift + H : : : ตัวพิมพ์เล็ก
Ctrl + Shift + / : : : ขีดฆ่า
Ctrl + Alt + Shift + ( บวก )+ : : : ตัวห้อย
Ctrl + Shift + ( บวก )+ : : : ตัวยก
Ctrl + Shift + U : : : ขีดเส้นใต้
Ctrl + Shift + K : : : ตัวพิมพ์ใหญ่ 

จัดตัวอักษรชิดขอบด้านใดด้านหนึ่ง
Ctrl + Shift + L : : : ชิดซ้าย
Ctrl + Shift + R : : : ชิดขวา
Ctrl + Shift + C : : : กึ่งกลาง

เพิ่ม / ลดค่า Kerning ครั้งละ 20 / 1000 em
Alt + <- หรือ ->

เพิ่ม / ลด ตำแหน่งตัวอักษร ครั้งละ 2pt
Alt + Shift + ?(ลูกศร) หรือ ?(ลูกศร)

ปรับระยะบรรทัดเพิ่ม / ลด ครั้งละ 2pt
Alt + ?(ลูกศร) หรือ ?(ลูกศร)

ปรับระยะบรรทัดเป็น Auto
Ctrl + Alt + Shift + A

เพิ่ม / ลดขนาดตัวอักษรครั้งละ 2 Point
Ctrl + Shift + < : : : เพิ่ม
Ctrl + Shift + > : : : ลด

จัดย่อหน้าให้ด้านซ้ายขวาตรงกัน และบรรทัดสุดท้ายชิดซ้าย
Ctrl + Shift + J

จัดย่อหน้าให้ด้านซ้ายขวาตรงกัน รวมทั้งบรรทัดสุดท้าย
Ctrl + Shift + F

เลื่อนเคอร์เซอร์
Ctrl + -> : : : เลื่อนไปข้างหลังทีละคำ
Ctrl + <- : : : เลื่อนไปข้างหน้าทีละคำ
Home : : : ต้นบรรทัด
End : : : ท้ายบรรทัด
Ctrl + Home : : : ต้นเนื้อหา
Ctrl + End : : : ท้ายเนื้อหา
Ctrl + ?(ลูกศร) : : : ย่อหน้าก่อนหน้า
Ctrl + ?(ลูกศร) : : : ย่อหน้าถัดไป

เลือกตัวอักษร
Shift + <- หรือ -> : : : เลือกทีละตัว
Shift + ?(ลูกศร) หรือ ?(ลูกศร) : : : เลือกทีละบรรทัด
Ctrl + Shift + <- หรือ -> : : : เลือกทีละคำ
Shift + Home : : : ต้นบรรทัด
Shift + End : : : ท้ายบรรทัด
Ctrl + Shift + Home : : : ต้นเนื้อหา
Ctrl + Shift + End : : : ท้ายเนื้อหา

ตั้งค่าความกว้าง / สูง ตัวอักษรเป็น 100%
Ctrl + Shift + X : : : ปรับความกว้าง
Ctrl + Alt + Shift + X : : : ปรับความสูง

ตั้งค่า Tracking เป็น 0
Ctrl + Shift + Q

เลือก / ยกเลิก ใส่ขีดในคำที่ตกบรรทัด
Ctrl + Alt + Shift + H

ปรับวิธีจัดคำ
Ctrl + Alt + Shift + T 
มาดูกลไกการทำงานบน iPhones กล้อง กาน้ำชา และ ทีวี อธิบายให้เห็นกันง่ายๆด้วย infographics กันเลยจ้า!
พวกเราใช้ gadgets หรืออุปกรณ์กลไกขนาดเล็กพวกนี้ในชีวิตประจำวันเป็นประจำ แต่เราไม่เคยคำนึงถึงโครงสร้างหรือสิ่งที่อยู่ภายในของพวกมัน ซึ่ง Jing Zhang เป็นนัก designer และ typographer ได้สร้างสรรค์ผลงาน  infographics ที่น่ารักเหล่านี้ขึ้น ทำให้เห็นกลไกการทำงานของพวกมันพร้อมกับสร้างภาพด้วย Illustrator แบบน่ารักๆและคำอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นด้วยจ้า











10 tips to help you go freelance!


เริ่มตั้งแต่อิสระ ความโรแมนติก รายได้ อารมณ์วิตกกังวล ภาระหนี้สิน ไปจนถึงความเหงา ที่อาจติดมาพร้อมกับสถานภาพฟรีแลนซ์ คุณควรจะรับมือกับมันอย่างไร?


1. แข่งขันตลอดเวลา

Tom Baker
www.bakeranimator.com
"ถ้าคุณลองแบกงานไปโชว์ให้ทุกสตูดิโอในลอนดอนดูล่ะก็ ผมรับรองว่าคุณได้งานทำแน่คนทำแอนิเมชั่นที่เป็นพนักงานประจำสู้คุณไม่ได้หรอก เพราะพวกเขาไม่มีฐานลูกค้าที่แน่นเท่าคุณ แค่เปิดใจให้กว้าง แสดงผลงานผ่านหลายช่องทางเข้าไว้ การแข่งขันอาจจะสูงหน่อย ขอให้คุณไม่ถอยแล้วกัน"


2. อย่ารีบร้อน

Oz Dean
www.forcefeedswede.com
"ผมเป็นฟรีแลนซ์มา 4 ปี โดยไม่เคยกังวลเลยถ้าไม่ได้งานในทันที ผมเคยใช้เวลากว่า 4 อาทิตย์เดินเตร่ไปมาบนถนนพร้อมแล็ปท็อปและพอร์ตโฟลิโอในมือ ผมมีรายชือของคนที่อยากทำงานด้วย ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ทำงานกับทุกคนในรายชื่อพวกนั้น แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการสร้างรากฐานที่ดี ถึงตอนนี้ผมไม่ต้องพยายามนำเสนอผลงานตัวเองมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะผู้คนเริ่มรู้จักผมมากขึ้นเรื่อยๆ มันอาจต้องใช้เวลาสักหน่อยฉะนั้นจำไว้ว่าอย่ารีบร้อน"


3. อย่าเร่งรัด

James Wignall
www.mutanthands.com
"อย่าเพิ่งเร่งรัดอะไร ทำงานไปเรื่อยๆ สัก 2-3 ปีเพื่อสร้างชื่อเสียงในวงการก่อน แนะนำตัวกับสตูดิโอที่คุณอยากจะทำงานด้วย เข้าไปฟังสัมมนาเรื่องการออกแบบบ้าง อย่าฝืนหรือเร่งรัดอะไรตัวเองนัก ลองคุยกับใครต่อใครไปเรื่อยๆ เพราะมันอาจจะนำไปสู่อะไรดีๆ ก็ได้"


4. สร้างคอนเน็กชั่นเข้าไว้

Oisin Prendiville
www.littledeer.ie
"ผมแนะนำ Twitter นะ สำหรับฟรีแลนซ์เนี่ยการสร้างคอนเน็กชั่นเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ใช่แค่กับลูกค้าเท่านั้น แต่กับคนที่ทำงานในวงการเดียวกันด้วย คุณต้องรู้เรื่องรอบตัวอยู่เสมอ แล้วก็ต้องพยายามทำให้ตัวเองเป็นที่สังเกตด้วย เว็บ Twitter เนี่ยเจ๋งมากสำหรับการเข้าถึงคนอื่น ลองเริ่มจากการเข้าถึงคนที่มีความสนใจเดียวกันกับคุณดู"


5. วิ่งเข้าหาความเสี่ยง

Martin Fewell
www.yolo.info
"คุณต้องวิ่งเข้าหาความเสี่ยงถ้าคุณทำงานประจำคุณอาจจะต้องติดอยู่กับงานนั้นเป็นชาติ ถึงแม้ว่าคุณจะเกลียดเจ้านายมากแค่ไหน เพราะว่าคุณมีบ้านและรถที่ต้องผ่อน พอผมอายุ 30 ผมก็ตัดสินใจว่าได้เวลาที่ผมต้องออกมาเป็นนายตัวเองเสียที"


6. เป็นมืออาชีพเข้าไว้

Tom Lane
www.gingermonkeydesign.com
"ทำตัวให้สมกับเป็นมืออาชีพเมื่อต้องติดต่อกับลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้ารายแรกๆ คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่เป็นทางการมาก แต่เมื่อต้องคุยเรื่องเงินๆ ทองๆ คุณควรจะร่างเอกสารหรือสัญญาให้พวกเขาดูอย่างชัดเจน ถ้าไม่ทำอย่างนั้นคุณอาจจะเจอปัญหาใหญ่ได้ ผมคิดว่าตัวผมเองเป็นคนที่ทำงานด้วยง่ายนะ แต่เมื่อมาถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ผมก็ค่อนข้างเคี่ยวอยู่เหมือนกัน การต้องรอค่าจ้างนานถึง 3 เดือนโดยไม่มีวี่แววเลย มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ"


7. ร่างลิสต์ขึ้นมา

Matt Booth
www.flashtemple.com
"มันขึ้นอยู่กับคอนเน็กชั่นล้วนๆเลย ไม่มีใครรู้จักคุณมาตั้งแต่แรกหรอก ลองเข้าร่วมอีเวนต์ที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพของคุณ อัพโหลดพอร์ตโฟลิโอลงเว็บไซต์แบบมืออาชีพ ตอนที่ผมเริ่มอาชีพนี้ ผมเขียนรายชื่อบรรดาคนที่ผมอยากทำงานด้วยขึ้นมา แล้วก็ส่งอีเมลไปหาทุกคนเลย ส่วนมากก็ไม่มีใครตอบกลับมาหรอก แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการเริ่มต้นทำอะไรซักอย่าง"


8. เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม

Justin Maller
www.justinmaller.com
"อย่าเพิ่งออกจากงานประจำที่คุณทำอยู่ จนกว่าคุณจะแน่ใจว่ามีเงินมากพอที่จะอยู่รอด ฟรีแลนซ์มีอยู่หลายแบบ ถ้ารายได้จากการเป็นฟรีแลนซ์เป็นเพียงรายได้เดียวที่คุณมีล่ะก็ คุณควรจะต้องมีธุรกิจอย่างอื่นไว้รองรับ ผมมาเป็นฟรีแลนซ์แบบไม่ได้ตั้งตัว งานแรกของผมคือ กองบรรณาธิการ เขียนโน่นนี่ไปเรื่อย แล้วผมก็ทำงานออกแบบฟรีๆให้กับใครหลายๆ คนที่ตอนนี้กลายมาเป็นลูกค้ารายใหญ่ของผมแล้ว"


9. เรื่องเงินมาก่อน

San Ng
www.loungefrog.com
"ฉันเป็นฟรีแลนซ์มาได้ปีหนึ่งแล้ว อย่างหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกก็คือ ต้องมีเงินสำรองไว้มากพอที่จะอยู่รอด ก่อนที่จะตัดสินใจมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว อย่างน้อยที่สุดก็ต้องพออยู่ได้สบายๆสัก 3 เดือน และอยากบอกว่าตอนเริ่มต้นฉันโฆษณาผลงานตัวเองผ่านหลายช่องทางมาก"


10. ขยายเครือข่าย

David Hunter
ต่างจากคนอื่นๆ เพราะเขาเป็นดีไซเนอร์หน้าใหม่ที่กำลังจะผันตัวเองเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์อย่างเต็มตัว
"ผมไม่ค่อยรู้หรอกว่ากำลังจะทำอะไรต่อไปตอนนี้ผมทำงานเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นออกแบบปกดีวีดี ทำงานออกแบบให้วงดนตรีบ้าง ผมกำลังเริ่มขยายเครือข่ายของตัวเองอย่างจริงจังแต่แล้วงานชิ้นล่าสุดที่ผมทำก็พังไม่เป็นท่า ผมหวังว่างานฟรีแลนซ์จะช่วยให้ผมลืมความล้มเหลวนั้นได้"

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร computer arts thailand

ใครกำลังคิดการใหญ่ อยากเป็นเจ้าของสตูดิโอฟังทางนี้!!!!!!!!!!! มีคำแนะนำดีๆจากบุคคลที่คลุกคลีอยู่ในวงการ Design มาฝากจ้า



1. มองทุกอย่างตามความเป็นจริง
Anna Haigh,ผู้ก่อตั้ง,Action Cat
อย่าได้ปล่อยให้ค่าใช้จ่ายบานปลายจนการเงินอยู่ในภาวะเสี่ยง ในระยะเริ่มต้นคุณควรจะเริ่มทำงานในบ้านของตัวเอง จนกระทั่งมีฐานลูกค้าที่คุณแน่ใจว่าเขาจะป้อนงานให้คุณเป็นประจำวิธีการแชร์สตูดิโอก็เป็นความคิดที่ดี หรืออย่างการจ้างฟรีแลนซ์ก็จะช่วยลดความกังวลเรื่องการจัดหาที่นั่งในที่ทำงานลงไปได้


2. ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์
Todd Albertson, ผู้ร่วมก่อตั้ง, Weapon of Choice
“ระยะทางไม่ใช่อุปสรรคในการทำงาน  (Albertson อาศัยอยู่ในแวนคูเวอร์ในขณะที่หุ้นส่วนอย่าง Tom Brown อยู่ที่วอชิงตัน) เราใช้ iChat ในการสร้าง virtual studio และแลกเปลี่ยนไฟล์กันเพื่อดูฟีดแบ็กของแต่ละคน ใครที่มีพาร์ตเนอร์อยู่ไกลลองใช้วิธีนี้ดู แล้วระยะทางก็จะกลายเป็นแค่เรื่องทางเทคนิคเท่านั้นเอง”

3. จงเป็นหัวแถวของวงการ
Dan Moore,ผู้ร่วมก่อตั้ง,Studio Output
“งานอาจจะหายากขึ้นยิ่งถ้าเป็นงานที่จะได้ค่าตอบแทนงามๆ ล่ะก็แทบไม่มีเลยล่ะ ฉะนั้นคุณต้องทำให้ตัวเองกลายเป็นตัวเลือกแรกของลูกค้าให้ได้ การบาลานซ์กันระหว่างธุรกิจกับศิลปะจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในยุคนี้ คุณควรจะสร้างงานอย่างตั้งใจแบบที่ไม่ต้องอายถ้าบอกใครว่ามันมาจากสตูดิโอคุณและในขณะเดียวกันลูกค้าก็ชอบมันด้วย

4. โลเคชั่นเป็นเรื่องที่ไม่ควรลืม
Paul Gray,ผู้ก่อตั้ง,Suisse Design
ด้วยหลายๆ เหตุผล ทั้งในแง่การเงินและการทำงาน  คุณเคยได้ยินคำว่า ถูกที่ถูกเวลา ไหมเพราะลำพังแค่การสร้างงานดีๆ ก็ยากพออยู่แล้ว ถ้าคุณจะต้องมานั่งทำงานในที่ที่ไม่เหมาะจะทำงานอีก มันจะทำให้คุณมีแต่เรื่องปวดหัวเปล่าๆ”

5. บุคลิกเฉพาะตัวก็สำคัญไม่แพ้พอร์ตโฟลิโอ
Leif Steiner,ผู้ก่อตั้ง,Moxie Sozo
“ความแตกต่างเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ไม่มีลูกค้าคนไหนอยากได้งานจืดชืดเหมือนกระดาษเปล่าและไม่มีใครชอบงานพื้นๆ เหมือนกินข้าวแล้วต้องสั่งกะเพราะไก่ ผมก็ไม่เคยเห็นกิจการไหนที่ประสบความสำเร็จได้โดยขาดลักษณะเฉพาะที่เป็นตัวกำหนดทิศทางของงาน  ปกติแล้วลูกค้ามักสนใจคนที่มีความเห็น แนวคิดและความเชื่อที่ต่างออกไป การมีคนไม่กี่คนรักคุณอย่างหมดหัวใจน่าจะดีกว่าการที่มีคนเต็มไปหมดบอกว่าชอบคุณแต่ไม่เคยให้ความสนใจ”

6. ลองมองจากมุมลูกค้า
Barney Beech,ผู้ร่วมก่อตั้ง,THIS IS Studio
ถ้าคุณกำลังจะส่งพอร์ตโฟลิโอให้ลูกค้า ให้จำไว้เสมออะไรที่ทำให้ดีไซเนอร์อย่างคุณตื่นเต้นกับอะไรคนอื่นเขาก็ตื่นเต้นอย่างนั้น ผมมีทริกแนะนำว่าให้ทำพอร์ตโฟลิโอแบบเฉพาะของลูกค้าแต่ละคน การเอาใจเขามาใส่ใจเรา และการเพิ่มอะไรที่คาดเดาไม่ได้เข้าไปจะช่วยทำให้ลูกค้าสะดุดตากับงานของคุณ

7. คำนึงถึงต้นทุน
Michael Paul Young,ผู้ร่วมก่อตั้ง,YouWorkForThem
“นำค่าใช้จ่ายของสตูดิโอในแต่ละวัน ไปเทียบกับงานหรือปัจจัยที่มีผลต่อกำไร แล้วก็แสดงศักยภาพและภาพลักษณ์ที่ดีที่สุดของสตูดิโอของคุณออกมา อย่าลืมว่าการพูดแบบปากต่อปากมีบทบาทอย่างยิ่งในวงการนี้ ดังนั้นสิ่งที่คุณปฏิบัติในเวลาที่ต้องไปคุยกับลูกค้าจึงต้องออกมาดีที่สุด”

8. โฆษณาตัวเองแบบมืออาชีพ
Robynne Raye,ผู้ร่วมก่อตั้ง,Modern Dog
“ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยอย่างหนึ่งที่ฉันเห็นก็คือดีไซเนอร์หน้าใหม่มักจะไม่รู้จักวิธีการโฆษณาหรือแม้แต่พูดเกี่ยวกับงานของตัวเอง เหตุผลระหว่างการทำงานกับเวลาที่ขายลูกค้ามันคนละเรื่องกันไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ฟอนต์นี้เพราะเหตุผลอะไรลูกค้าก็จะสนใจแค่ว่ามันอ่านง่ายหรือเปล่า จะทำให้คนซื้อเห็นโปรดักต์ง่ายขึ้นไหม”

9. คอนเน็กชั่นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
Tom Brandley,ผู้ร่วมก่อตั้ง,Root Studio
“เราเปิด Root Studio ทันทีที่เรียนจบ และพบว่ามีปัญหาหลักๆ คือเรื่องเงินทุน สถานที่ และลูกค้า โชคดีที่เราหาเรื่องทุนทัน และก็ได้ออฟฟิศที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจแหล่งใหม่ ส่วนเรื่องลูกค้าเป็นเรื่องที่จัดการยากอยู่สักหน่อย แต่พยายามเข้าไว้ ทำให้คนในวงการคุ้นหน้าคุณ แล้วงานก็จะตามมาเอง”

10. งานไม่ได้เงินก็สำคัญเหมือนกัน
Alex Bec,ผู้ร่วมก่อตั้ง,HudsonBec
“สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการบาลานซ์ระหว่างโจทย์ของงานกับความต้องการของตัวเอง บางครั้งเราก็คิดว่างานนี้เราได้รับค่าตอบแทนไม่ค่อยคุ้มค่าสักเท่าไหร่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมานั่งประชุมกันเพื่อให้งานออกมาดีที่สุดอยู่ดี”

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร computer arts thailand

เมื่อ กล่าวถึงโปรแกรม Adobe Photoshop แล้วเราจะพบว่าโปรแกรม Photoshop นั้นมักถูกนำไปประยุกต์ใช้งานด้าน Graphic ในแบบต่างๆเช่น การสร้างตัวอักษร การตกแต่งภาพถ่าย (Retouch) การสร้างภาพกราฟิก รวมถึงการออกแบบสิ่งพิมพ์อีกด้วย ซึ่งในการสร้างสรรค์ผลงานให้สวยงามนั้นไม่ใช่เพียงแค่มีความคิดริเริ่มใน เชิงสร้างสรรค์ (Idea) ที่ดี แต่จะต้องอาศัยความรู้ความชำนาญในการเลือกใช้เครื่องมือแต่ละอย่างภายใน โปรแกรมอีกด้วย

มารู้จักกับหน้าตาและส่วนประกอบต่างๆภายในโปรแกรม

A   Menu Bar (แถบคำสั่ง) คือ  แถบที่รวบรวามคำสั่งหลักทุกคำสั่งในการใช้งานโปรแกรม  ตั้งแต่การเปิด-ปิดไฟล์  การบันทึกไฟล์  รวมถึงการปรับแต่งต่างๆ

B   Toolbox (กล่องเครื่องมือ) คือ  กล่องเก็บอุปกรณ์ต่างๆ  ที่ใช้ในการทำงาน  เช่น  เครื่องมือเกี่ยวกับการเลือกและแก้ไข,  เครื่องมือเกี่ยวกับการวาดภาพ-เทสีเครื่องมือในการสร้าง Selection รวมถึงการพิมพ์ตัวอักษรต่างๆ

C   Options Bar คือ  แถบตัวเลือกของเครื่องมือ  ซึ่งจะปรากฏขึ้นเมื่อเลือกใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งในกล่องเครื่องมือ (Toolbox) มีไว้สำหรับการใช้งานที่สะดวกมากขึ้น

D   Palette (พาเลท)  หน้าต่างรวบรวมคุณสมบัติการทำงานของเครื่องมือที่ช่วยในการปรับแต่งภาพ

E   พื้นที่ทำงาน  เป็นส่วนที่ใช้เปิดภาพขึ้นมาตกแต่งสร้างผลงานตามที่ต้องการ

Adobe เป็นบริษัทซอฟแวร์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เมืองเซนโฮเซในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งโดย จอห์นวอร์น็อก และ Charles Geschke ได้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกมาหลายด้าน ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์(พื้นฐาน) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (ออกแบบเว็บไซต์) โปรแกรมคอมพิวเตอร์(ตัดต่อวีดีโอและเสียง) และ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (อื่นๆ)

รายละเอียดโปรแกรมรุ่นต่างๆของ ADOBE

  • ADOBE InDesign : เป็นโปรแกรมสร้างงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ เพราะเป็นโปรแกรมที่ให้ความละเอียดสูง เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับการจัดทำหนังสือ นิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ต่างๆ
  • Adobe InCopy : เป็นโปรแกรมประเภท เวิร์ดโปรเซสซิ่ง ที่ใช้ร่วมกันกับ Adobe InDesign ใช้เขียน แก้ไข ออกแบบ ข้อความสำหรับสิ่งพิมพ์ โดยมีความสามารถเพิ่มเติมเช่น การตรวจสอบคำผิด นับคำ เป้นต้น นอกจากนี้แล้ว ยังสามารถดูข้อความคร่าวๆได้ว่าพอดีกันกับเลย์เอาท์ที่ออกแบบไว้หรือไม่ด้วย
  • ADOBE PageMaker : เป็นโปรแกรมสำหรับการจัดหน้าหนังโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากปัจจุบัน Adobe ได้ผลิตโปรแกรมสำหรับจัดหน้าและสามารถทำภาพการฟิกได้ในโปรแกรมเดียว คือ Indesign แล้ว Adobe Pagemaker จึงเป็นตัวเลือกที่ 2 สำหรับการจัดหน้าหนังสือในปัจจุบัน
  • ADOBE Photoshop Extended: เป็นโปรแกรมสร้างและแก้ไขรูปภาพอย่างมืออาชีพโดยเฉพาะนักออกแบในวงการย่อม รู้จักโปรแกรมตัวนี้เป็นอย่างดี หน้าที่หลัก คือ การสร้างงานประเภทสิ่งพิมพ์ งานวีดิทัศน์ งานนำเสนอ งานมัลติมีเดีย ตลอดจนงานออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ใน CS4 นี้จะมีการประมวลผลที่เร็ว เหมาะสำหรับงานออกแบบที่เร็วทันใจ
ข้อเด่นของ Adobe Photoshop Extended นี้ คือ การทำงานแบบ 3D ได้ และยังตกแต่งภาพ ในไฟล์ Movie ได้อีกด้วย
  • ADOBE Photoshop : หน้าที่การทำงานจะเหมือนกับ Photoshop Extended แต่เพียวตัวนี้จะมีความสามารถที่น้อยกว่า Photoshop Extended เช่นงาน 3D ที่ตัวนี้ไม่สามารถทำได้
  • ADOBE Lightroom : เป็นโปรแกรมแต่งภาพถ่ายให้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น เช่น การลบ Noise ออกจากรูปถ่าย
  • ADOBE Illustrator : เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการวาดภาพที่มีลักษณะเป็นลายเส้นหรือเวกเตอร์ และยังสามารถรวมภาพกราฟิกที่แตกต่างกันระหว่างเวกเตอร์และและเป็นบิตแม็ฟ ให้เป็นงานกราฟิกที่มีทั้งภาพเป็นเส้นที่คมชัด และมีเอฟเฟ็กต์สีสันสวยงาม หรือมีความแปลกใหม่ร่วมกันได้ นักออกแบบส่วนใหญ่นิยมใช้โปรแกรม Illustrator เพราะมีคุณภาพของงานสูง เพราะเนื่องจาก เป็นไฟล์แบบ เวกเตอร์ ที่มีความคมชัดของไฟล์งานสูง และไม่มีปัญหาเวลาส่งงานให้กับโรงพิมพ์อย่างแน่นอน
  • ADOBE Freehand : เป็นโปรแกรมที่คล้ายกับ Illustrator คือการทำงานด้านกราฟิกเหมือนกัน เป็นแบบ เวกเตอร์
  • ADOBE Acrobat : โปรแกรมที่ใช้สำหรับสร้างเอกสารอิเล็คทรอนิกส์ในรูปแบบ Portable Document Format (PDF)เป็นเทคโนโลยีในการจัดเก็บเอกสาร ในรูปแบบเดียวกับต้นฉบับ
  • ADOBE Reader : เป็นโปรแกรมที่สามารถอ่านไฟล์ที่เป็น PDF ได้เหมือAcrobat แต่ว่า Reader จะสามารถอ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขงานได้
  • ADOBE Distiller : หน้าที่การทำงานจะเหมือนกับ Acrobat คือการแปลงไฟล์ Distiller จะเป็นตัวแปลงไฟล์ให้เป็น (EPS)
  • ADOBE Flash : เป็นโปรแกรมที่สามารถสร้างอนิเมชั่นบนเว็บระดับมืออาชีพ นอกจากสร้างเว็บ ยังสร้างเกม รวมไปถึงภาพเคลื่อนไหวบนหน้าเว็บไซต์ที่เราเห็นอยู่เป็นประจำ มี Effect ของภาพให้เลือกมากมาย
  • ADOBE Dreamweaver : เป็นโปรแกรมสร้างเว็บไซต์พื้นฐาน โดยที่เราอาจจะไม่ต้องมีความรู้เรื่องทางการเขียนโปรแกรมก่อนเลยก็ได้ เพราะเป็นโปรแกรมสำเร็จในการสร้างสิ่งต่างๆ บนเว็บไซต์ได้อย่างดีอย่างมืออาชีพเลยทีเดียว
  • ADOBE Authorware : โปรแกรม Authorware จัดเป็นโปรแกรมประเภท Authoring System ที่ใช้ในการเรียบเรียงงานนำเสนอลักษณะ Multimidia มีทั่งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงเพลง เสียงอธิบาย Sound Effect และสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้โปรแกรมได้หลายรูปแบบ ซึ่งจากคุณสมบัติดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง โปรแกรม Authorware ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Interfack ซึ่งเป็นการใช้สัญลักษณ์ (Icon) แทนคำสั่ง ทำให้ง่ายและสะดวกในการใช้งาน
  • ADOBE Firework : เป็นโปรแกรมที่สามาตกแต่งภาพ กำหนดเอ็ฟเฟ็กซ์ตัวหนังสือและรูปภาพอีกทั้งสามารถสร้างปุ่มคลิกสำหรับนำไป ใช้ในเว็บเพจได้ค่อนข้างที่จะง่าย ยิ่งใช้งานกับ Dreamweaver ยิ่งได้งานที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
คุณสมบัติ เด่น Adobe Firework นี้ สามารถใช้งานร่วมการฟิกแบบ Vector อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างปุ่มคลิกได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดเวลาในการเขียนคำสั่งอีกด้วย
  • ADOBE Coldfusion : เป็นโปรแกรมที่ช่วยจัดการกับไฟล์ลิงค์ต่างๆ บนหน้าเว็บให้มีความสะดวกมากยิ่งหรืออีกอย่างคือการทำหน้าเหมือนกับ Dreamweaver แต่มีความสามารถน้อยกว่า โปรแกรมตัวนี้สามารถใช้กับ firework จะได้งานที่มีประสิทธิภาพเหมือนกัน
  • ADOBE Contribute : เป็นโปรแกรมประเภทสำหรับการสร้าง หรือปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาบนเว็บไซต์ หรือ เว็บบล็อก แต่ไม่เหมาะกับการสร้างเว็บ เหมือน Dreamweaver เหมาะสำหรับแก้ไข หัวข้อ หรือ รายละเอียดที่เป็นเนื้อความมากกว่า โดยที่ผู้ใช้งาน ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านเทคนิคหรือนักพัฒนาเว็บไซต์มืออาชีพแค่เพียง ใช้งานแบบ Microsoftword เป็น
ข้อเด่น Adobe Contribute คือ ความรวดเร็วในการแก้ไข ข้อความหรือเนื้อหา บนเว็บไซต์ ได้อย่างง่าย
  • ADOBE After Effects : คือโปรแกรมที่ไว้สำหรับทำพวกงาน motion graphic ครับ คือการทำงานจะเป็นการที่นำไฟล์จาก illus หรือ photoshop หรือแม้กระทั่งไฟล์ movie ก็ได้ เป็นโปรแกรมที่ไว้สร้างงานนำเสนอ แต่ไม่ได้สร้างงานกราฟิกด้วยตัวเอง
  • ADOBE Premiere : คือโปรแกรมในการตัดต่อวิดีโอ และไฟล์เสียง ใช้สร้างภาพยนตร์ได้ โดยเป็นหนึ่งในโปรแกรมตระกูล Adobe ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนี่อง และความนิยมอย่างสูง มีความสามารถหลัก คือ การตัดต่อไฟล์วิดีโอ ซึ่งผสมผสานไฟล์วิดีโอหลายๆ ไฟล์ให้เรียงต่อกันแล้วนำมาผ่านกระบวนการตัดต่อใส่เอ็ฟเฟ็ค ใส่ subtitle ใส่ตัวหนังสือ ปรับเสียง และยังสามารถสร้างชื่อเรื่อง ข้อความ จนกระทั่งได้ไฟล์ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์รวมทั้งมีกาพเคลื่อนไหวและมีการเปลี่ยน ฉากที่ลงตัว จากนั้นยังสามารถแปลงไฟล์ที่เสร็จแล้วไปเป็นไฟล์ในรูปแบบต่างๆได้
  • ADOBE Premiere Elements 7 : เป็นโปรแกรมกึ่งสำเร็จรูปในการสร้างไฟล์วิดีโอเพื่อในการใช้งานง่ายมากยิ่ง ขึ้นสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความรวดเร็วในการสร้างไฟล์วิดีโอ ซึ่งตัวนี้จะเพิ่มการสนับสนุนไฟล์วิดีโอรูปแบบ AVCHD ซึ่งเป็นไฟล์วิดีโอที่มีความละเอียดในการแสดงภาพสูง
  • ADOBE Director : เป็นโปรแกรมสำหรับการสร้างงานแบบ มัลติมีเดีย/อินเทอร์แอคทีฟ
  • ADOBE Audition : เป็นโปรแกมที่มีความสามารถในการตัดไฟล์เสียงโดยเฉพาะด้านการผลิตงานไฟล์เสียง สามารถลองรับไฟล์งานได้ทุกรูปแบบ
  • ADOBE Soundbooth : เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยมืออาชีพในการผลิตงานออดิโอคุณภาพสูง บันทึก, แก้ไข และปรับแต่งออดิโอและเพลงได้อย่างรวดเร็วสำหรับการใช้งานบนเว็บ รวมถึงการผลิตวิดีโอ ช่วยให้จัดการกับซาวด์แทร็กได้อย่างรวดเร็วและประสิทธิภาพสูง และเชื่อถือได้
  • Adobe Soundbooth จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาทำตลาดแทน Adobe Audition ใน Adobe Production Studio เวอร์ชันใหม่ อย่างไรก็ตาม Adobe Audition จะยังคงมีวางจำหน่ายในท้องตลาด แบบสแตนด์อะโลน สำหรับงานออดิโอมืออาชีพ และจะมีเพียงเวอร์ชันที่ซัพพอร์ต Windows เท่านั้น
  • ADOBE Encore : สำหรับการเพิ่มลูกเล่นในวิดีโอหรือไฟล์ดีวีดี เช่น การสร้างหน้าเมนูของดีวีดีและแปลงไฟล์ต่างๆ ที่เป็นไฟล์งานเกี่ยวกับงานวิดีโอ
  • ADOBE OnLocation : ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลลงดิสก์โดยตรง หรือทำหน้าที่เหมือน โปรแกรม Nero และทำหน้าที่เป็นจอมอนิเตอร์ในการเปิดไฟล์งานของ ADOBE Premiere อีกด้วย
  • ADOBE Captivate : โปรแกรม Adobe Captivate เป็น โปรแกรมสร้างสื่อนำเสนอในรูปแบบมัลติมีเดียอีกโปรแกรมหนึ่ง ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในขณะนี้ เนื่องจากโปรแกรม Adobe Captivate สามารถสร้างสื่อการ เรียนการสอนหรือสื่อนำเสนอแบบมัลติมีเดียได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว และถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการสร้าง Movie ในรูปแบบการนำเสนอข้อมูลด้วยสื่อมัลติมีเดีย เช่น การนำเสนอผลงาน การจับหน้าจอภาพ (Screen capture movie) ประกอบเสียงบรรยาย การสร้างแบบทดสอบ การตัดต่อวิดีโอ และสามารถนำเข้าไฟล์จากแหล่งต่างๆ ได้หลากหลาย เช่น ไฟล์รูปภาพ (Image) เช่น JPG, BMP, GIF ไฟล์เสียง (Sound) เช่น MP3, WAV เสียงบรรยายผ่านไมโครโฟน ไฟล์วิดีโอ (Video) เช่น AVI และสไลด์จากโปรแกรม Microsoft Power Point (.ppt) นอกจากนี้โปรแกรม Adobe Captivate ยังสามารถนำเสนอไฟล์ในรูปแบบต่างๆ ได้หลายรูปแบบ เช่น Flash movie File (.swf) ลักษณะเช่นเดียวกับโปรแกรม Adobe Flash , HTML File (.html) สำหรับการนำไปใช้กับเว็บไซต์ และ EXE File (.exe) สำหรับการนำไปใช้แบบ Stand alone คือ การแสดงผลโดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม Adobe Captivate
  • ADOBE FrameMaker : เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่คล้ายกัย Captivate เพราะเป็นโปรแกรมที่ทำสื่อการเรียนการสอนโดยรวม หน้าที่หลักคือ การทำสื่อนำเสนอ ซึ่งปัจจุบัน Adobe กำลังจะเลิกพัฒนาโปรแกมตัวนี้แล้ว เพราะลูกค้าสามารถเลือกซื้อโปรแกรมตัวอื่นของ Adobe ได้ ที่มีสามารถที่มากกว่าตัวนี้
  • ADOBE RoboHelp : เป็นโปรแกรมที่ทำเอกสารหรือคู่มือ ที่มีความสะดวกรวดเร็ว
  • ADOBE Audition : โปรแกรมแก้ไขไฟล์เสียง สามารถบันทึก แก้ไข แปลงไฟล์เสียงได้

โปรแกรมตัวช่วยต่างๆ

  • ADOBE Bridge : เป็นสะพานในการเชื่อมต่อทุกโปรแกรมในชุด Creative Suite มีความสำคัญในการใช้งานตั้งแต่เริ่มต้นการใช้งานของชุดโปรแกรม สามารถกำหนดการใช้งานโปรไฟล์สีของชุดโปรแกรมให้เหมาะสมกับการทำงาน และสิ่งที่สำคัญคือสามารถดูและจัดการกับ Metadata ได้อีกด้วย
  • ADOBE Device Central : โปรแกรมจำลองขนาดหน้าจอของโทรศัพท์มือถือเกือบทุกรุ่นในโลก เพื่อให้ทราบขนาดของหน้าจอที่แท้จริง สามารถทดสอบการทำงานของไฟล์งานที่สร้างมาว่าสามารถใช้กับโทรศัพท์รุ่นที่คุณ ต้องการได้หรือไม่ เช่น flash game , flash application , image wall paper.
  • ADOBE Dynamic Link : จะทำให้ผู้ใช้โปรแกรมสามารถย้ายส่วนต่างๆของโปรแกรม After Effects ไปที่ Adobe Premiere Pro และ Encore DVD ได้โดยตรง โดยไม่ต้องทำเรนเดอร์ก่อน ส่วนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะมีการอัปเดตโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้โปรแกรม สามารถมองเห็นการปรับเปลี่ยนในเนื้อหาได้ทันที
  • ADOBE Version Cue : เป็นโปรแกรมทำหน้าที่ให้เรารู้ว่าไฟล์เรื่องไหนเก่าหรือ ไฟล์ใหนใหม่และสามารถไล่ดูไฟล์รูปของโปรแกรม photoshop(PSD)
Copyright © 2012 Graphic Know.